วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชนใดไม่มีดนตรีกาล....

Nat King Cole

แนทาเนียล อดัมส์ โคล (17 มีนาคม ค.ศ. 1919 - 15 กุมภาพันธ์ 1965) หรือที่รู้จักกันในวงการดนตรีว่า แนท คิง โคล นักเปียโน, นักแต่งเพลงและนักร้องเพลงแจ๊ซชาวอเมริกันโคลเริ่มต้นความสำเร็จจากเป็นนักเปียโนแจ๊ซแนวหน้า จากนั้นก็หันมาทุ่มเทให้กับการร้องเพลง จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในนักร้องที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักแพร่หลายคนหนึ่ง
วัยเด็ก

โคลเกิดที่เมืองมอนโกเมอรี่ รัฐอลาบามา วันเกิดของเขาตรงกับวันเซนต์แพทริก ค.ศ. 1919 บิดาของเขาเป็นนักเทศน์ ช่วงที่เขายังเป็นเด็กอยู่ครอบครัวของเขาย้ายไปที่เมืองชิคาโก รัฐอิลินอยส์ ที่นั่นเองบิดาของเขาได้เลื่อนชั้น มารดาของแนทชื่อเพอรินาได้เป็นผู้ดูแลโบสถ์ เธอเป็นผู้สอนให้เขาเล่นออร์แกนจนกระทั่งอายุได้ 12 ปี
แนทแสดงการแล่นดนตรีครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 4 ขวบโดยเล่นเพลง Yes, We have no bananas ไม่เพียงแต่เขาเรียนรู้เพลงแจ๊ซและกอสเปลเท่านั้น แนทยังเรียนเล่นเพลงคลาสสิคแบบยุโรปด้วย เขากล่าวว่าเขาเคยเล่นเพลงของ "ตั้งแต่บาคถึงรัคมานินอฟ"
ครอบครัวโคลอาศัยอยู่ในเขตบรอนซ์วิลในเมืองชิคาโก แนทมักแอบออกจากบ้านไปเข้าคลับฟังเพลงจากศิลปินเช่น หลุยส์ อาร์มสตรอง, เอิร์ล "ฟาธา" ไฮน์ และ จิมมี่ นูน เขาเข้าร่วมโครงการดนตรีที่มีชื่อเสียงที่โรงเรียนดูซาเบิล
โคลเริ่มยึดการแสดงดนตรีเป็นอาชีพช่วงกลางยุค 1930 โดยมีแรงบันดาลใจจากการเล่นของเอิร์ล ไฮน์ เขายังเป็นวัยรุ่นอยู่ และช่วงนี้เองที่เขาได้คิดชื่อ แนท โคล ขึ้นมาก พี่ชายคนโตของแนทชื่อ เอดดี้ โคล เป็นคนเล่นเบส ต่อมาได้เข้าร่วมวงกับน้องชาย ไม่นานพวกเขาก็ได้อัดแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1936 ภายใต้ชื่อของเอดดี้ พวกเขาเล่นดนตรีที่คลับสม่ำเสมอ
แนทได้ฉายาว่า คิง ให้กับชื่อของเขาจากการที่ไปเล่นดนตรีที่คลับเพลงแจ๊ซแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นชื่อเล่นที่นำมาจากกลอนเด็กเล่นชื่อ โอลด์ คิง โคล
นอกจากนี้แล้ว โคลยังเป็นนักเปียโนในการทัวร์ระดับชาติช่วงยุคฟื้นฟูตำนานดนตรีแบบแร็กไทม์และละครบรอดเวย์ แต่แล้วทัวร์นี้ล้มเหลวที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่นี่เองเขาตัดสินใจตั้งรกราก

ลอสแอนเจลิส และ คิล โคล ทริโอ


แนทและเพื่อนนักดนตรีอีกสามคนได้ตั้งวง "คิงโคลสวิงเกอส์" ขึ้นที่เมืองลองบีช และเช่นตามบาร์ท้องถิ่น นอกจากนี้แล้วพวกเขายังได้เงิน 90เหรียญต่อสัปดาห์จากการแสดงให้บาร์ลองบีชไพค์ แนทแต่งงานกับนักเต้นชื่อ เมแกน โรบินสันซึ่งเธอเองก็เคยทัวร์การแสดงระดับชาติกับเขามาก่อน จากนั้นทั้งคู่ก็ย้ายไปที่ลอสแอนเจลิส ที่นั่นเองเขาได้ตั้งวง "แนท คิง โคล ทริโอ" ขึ้น โดยมีแนทเล่นเปียโน ออสการ์ มัวร์เล่นกีต้าร์ และวีสลีย์ ปรินซ์เล่นดับเบิ้ลเบส วงทริโอนี้เล่นที่ลอสแอนเจลิสตลอดยุค1930 และยังเข้าเล่นออกอากาศตามสถานีวิทยุอีกหลายแห่ง หน้าที่ของแนทคือเป็นผู้เล่นเปียโนและคนนำวง
มีความเชื่อผิดว่าอาชีพนักร้องของแนทจะไม่เริ่มขึ้นถ้าไม่มีเจ้าของบาร์ขี้เมาคนหนึ่งขอให้แนทร้องเพลง Sweet Lorraine ที่จริงแล้ว แนท โคลได้พูดออกอากาศไว้ว่า เรื่องราวที่เล่าแต่งกันมานั้นฟังดูดี ก็เลยปล่อยให้เลยตามเลย ความจริงคือแนทนั้นร้องเพลงอยู่เนืองๆระหว่างเล่นดนตรี เขาสังเกตว่าผู้ฟังเริ่มขอให้มีการร้องเพลงมากขึ้น เขาเลยสนองข้อคำขอจากผู้ฟัง มีบ้างที่คนฟังขอเพลงที่เขาไม่รู้จัก ดังนั้นเขาจึงร้องเพลง Sweet Lorraine ให้ฟังแทน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วีสลีย์ ปรินซ์ทิ้งวงไปและแนทได้หาคนมาแทนที่ เขาคนนั้นคือ จอห์นนี่ มิลเลอร์ ซึ่งต่อมาในยุค1950 ตำแหน่งนี้ก็ถูกแทนโดย ชาร์ลี แฮร์ริส
ต่อมาวงได้เซ็นสัญญากับแคปิตอลเรคคอร์ดส ปีค.ศ. 1943 โคล นั้นอยู่กับบริษัทเพลงนี้ไปตลอดชีวิตการทำงานของเขา รายได้จากการขายแผ่นเสียงของแนทนั้นทำกำไรให้กับค่ายเพลงมากในยุคนี้ และยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการสร้างตึกใหม่ให้กับบริษัท ตึกที่ว่านี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1956 มันเป็นตึกทำการทรงกลมตึกแรกของโลกและรู้จักกันในนาม The house that Nat built หรือ บ้านที่แนทเป็นคนสร้าง
โคลจัดว่าเป็นนักเปียโนแจ๊ซแนวหน้า การจัดวงทริโอที่ประกอบไปด้วยเปียโน กีต้าร์และเบสในยุคของบิ๊กแบนด์ของเขานั้นจัดว่าเป็นการปฏิวัติวงการเพลงแจ๊ซ ซึ่งต่อมาภายหลังก็เป็นการจัดวงแจ๊ซทริโอที่นิยมสืบต่อมา

อาชีพนักร้องยุคเริ่มต้น


เสียงร้องของโคลที่ได้รับความนิยมมากนั้นอยู่ในแผ่นเสียงในปีค.ศ. 1943 ในเพลง Straighten Up and Fly Right ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านของชาวแอฟริกัน อเมริกัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนิทานที่บิดาของโคลเคยหยิบยกมาเป็นบทเทศน์สั่งสอนคนที่โบสถ์ จอห์นนี่ เมอร์เซอร์ เป็นคนเชิญเขามาอัดเพลงนี้ให้แก่ค่ายเพลงแคปิตอลเรคคอร์ดส แผ่นเสียงขายได้มากกว่า 500,000 แผ่น
ในยุค1940 โคลได้เริ่มอัดและร้องเพลงที่เป็นป๊อปมากขึ้นสำหรับผู้ฟัง ส่วนมากแล้วเพลงในยุคนี้จะร้องกับวงเครื่องสาย
โคลกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่นิยมหรือป๊อปไอคอน และเป็นที่จดจำในช่วงยุคเพลง The Christmas Song, Nature Boy (1948) , Mona Lisa (1950) , Too Young (1951) และเพลงที่โด่งดังของเขาอีกเพลงคือ Unforgettable (1951) ช่วงนี้นี่เองที่เขาเปลี่ยนไปร้องเพลงที่เป็นสไตล์ป๊อป ทำให้นักวิจารณ์เพลงแจ๊ซและแฟนเพลงแจ๊ซวิจารณ์เขาว่าเขาได้ละทิ้งแจ๊ซขายตัวเองให้เพลงป๊อป แต่ความจริงแล้วเขาไม่เคยทิ้งแจ๊ซไป เห็นได้จากที่เขาได้อัดเพลงที่เป็นแจ๊ซทั้งอัลบั้มในปีค.ศ. 1956ในชื่อ After Midnight

ประวัติศาสตร์ทางโทรทัศน์

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1956 รายการ แนท คิง โคล โชว์ (Nat King Cole Show) ออกอากาศเป็นครั้งแรกผ่านทางช่อง NBC-TV คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า แนท โคลเป็นคนแอฟริกัน อเมริกันคนแรกที่เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ แต่ความจริงแล้วผู้ที่เป็นคนแรกคือ ฮาเซล สก็อต นักร้องและนักเปียโนแจ๊ซในปี1950 รายการของแนทนั้นเป็นรายการโทรทัศน์แรกที่มีดารานักร้องชื่อดังอย่างแนทเป็นพิธีกรเสียมากกว่า เริ่มแรกนั้นรายการออกอากาศทุกคืนวันจันทร์เป็นเวลา15นาที ต่อมารายการได้ขยายเวลาออกไปเป็นครึ่งชั่วโมงในเดือนกรกฎาคมปี1957
รายการของโคลนั้นได้เพื่อนนักร้องนักดนตรีหลายคนในวงการช่วยเหลือผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเป็นแขกให้รายการเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน เริ่มต้นจาก แฟรงกี้ แลน นักร้องผิวขาวคนแรกที่มาเป็นแขกให้รายการ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนทำลายกำแพงสีผิว เอลล่า ฟิตเจอรัลด์, แฮร์รี่ เบลาฟอนเต้, เมล ทอร์เม้,เปกกี้ ลี และเอิร์ธ่า คิท เป็นต้น
รายการของเขานั้นส่วนมากผลิตโดยขาดทุนสนับสนุนระดับชาติ รายการออกอากาศครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1957 รายการของโคลอยู่รอดมาได้เพียงปีเดียวเท่านั้นทั้งนี้ก็เป็นเพราะโคลเพียงผู้เดียว ไม่ใช่ช่องNBC ซึ่งทางช่องเองที่เป็นคนตัดสินใจถอดรายการออก
ความจริงคือทั้งทางช่องและตัวแนทเองที่ได้ทำรายการทั้งๆที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างมหันต์ คนต่างเชื่อกันว่ารายการของโคลนั้นต้องปิดไปเพราะเหตุนี้ทั้งๆที่ได้รับความนิยมสูง แต่ความจริงแล้วคือรายการของเขานั้นต้องแพ้ให้กับรายการคู่แข่งทางช่อง ABC รายการเพลงเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงโดยมีปัจจัยอย่างคนดูที่ไม่แน่นอน ตัวอย่างรายการที่เกิดขึ้นและดำเนินไปได้เพียงฤดูเดียวได้แก่ของ แฟรงค์ ซินาตร้าในปี1957 จูดี้ การ์แลนด์ในปี 1963 และ จูลี่ แอนดรูส์ในปี 1972 เป็นต้น

การถูกเพิกถอนรายการและการเหยียดสีผิว

รายการทีวีของโคลนั้นถูกเพิกถอนเพราะว่าผู้ให้สนับสนุนหลักไม่อยากที่จะให้เงินสนับสนุนรายการที่ออกอากาศศิลปินผิวสี โคลนั้นต่อสู้กับการเหยียดสีผิวมาต่อชีวิต เขาปฏิเสธที่จะเล่นดนตรีในรายการที่มีการแยกสีผิวอย่างเห็นได้ชัด ในปี1956 เขาถูกโจมตีเพื่อที่จะลักพาตัวบนเวทีระหว่างร้องเพลง Little Girl ในเมืองเบอมิงแฮม รัฐอลาบามา โดยสมาชิกสามคนจาก North Alabama White Citizens' Council โคลได้รับบาดเจ็บที่หลัง เขาไม่ได้เล่นจนจบคอนเสิร์ตและไม่เคยหวนกลับไปแสดงดนตรีทางรัฐทางใต้อีกเลย

ยุค1950และหลังจากนั้น

ตลอดยุค 1950 โคลยังคงความนิยมได้อย่างต่อเนื่องเช่น จากเพลง Smile, Pretend, A Blossom Fell และ If I May เป็นต้น เพลงที่เป็นที่นิยมเหล่านี้ได้ผู้เรียบเรียงและควบคุมที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น เนลสัน ริดเดิ้ล, กอร์ดอน เจนคินส์ และราลฟ์ คาร์มิคาเอล เป็นต้น ริดเดิ้ลเป็นคนเรียบเรียงอัลบั้มในยุค1950ของโคล เช่นอัลบัมแผ่นLP 10นิ้วในปี1953 ชื่อ Nat King Cole Sings For Two in Love เจนคินส์เป็นคนเรียบเรียงให้เพลง Love Is The Thing ที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในอัลบั้มปี1957เดือนเมษายน
ปีค.ศ. 1958 โคลไปที่ฮาวาน่า ประเทศคิวบา เพื่ออัดอัลบั้มเพลงของเขาในภาษาสเปนชื่อ Cole Espanol
รสนิยมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปในยุคปี1950 ทำให้การร้องเพลงของโคลไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนฟังวัยเยาว์ แม้ว่าเพลง Send For Me จะเอาชัยเพลงสไตล์ร็อก แอนด์ โรล ไต่ชาร์ตสูงสุดที่อันดับที่หก
โคลกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในระหว่างยุค1960 ด้วยเพลงที่มีกลิ่นอายเพลงคันทรี่อย่าง Ramblin' Rose, Dear Lonely Hearts, Those Lazy, Hazy, Crazy Days of Summer และ That Sunday, That Summer เป็นต้น
โคลร่วมเล่นหนังสั้นและซิทคอมหลายเรื่องเช่น เล่นเป็น W.C. Handy ในหนังเรื่อง St. Louis Blues (1958) และปรากฏตัวใน The Nat King Cole Story, China Gate และ The Blue Gardenia (1953) และเรื่อง Cat Ballou ในปี1965 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ออกฉายสองสามเดือนหลังเขาตาย

การตาย และความสำเร็จหลังเสียชีวิต

โคลเป็นคนสูบบุหรี่จัด เขาสูบบุหรี่เกือบสามซองต่อวัน เขาตายด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 ระหว่างในช่วงที่เขายังประสบความสำเร็จในอาชีพนักร้องอยู่ หนึ่งวันก่อนเขาตาย เขาได้สัมภาษณ์ออกอากาศผ่านทางวิทยุกล่าวว่า "ผมรู้สึกดีขึ้นกว่าก่อน ผมคิดว่าในที่สุดผมก็จัดการมะเร็งนี่อยู่"
หนังสือชื่อ Chicken Soup for the Soul ฉบับปีค.ศ. 1977 เขียนเรื่องของเขาว่า วันที่เขากำลังจะตายนั้น ภรรยาของโคลชื่อ มาเรีย เกือบพลาดมาดูในเขาเพราะประสบปัญหากับรถยนต์ แต่ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่าต่อๆกันมาเท่านั้น
อัลบั้มสุดท้ายของเขาชื่อ L-O-V-E อัดขึ้นในต้นเดือนธันวาคมปี1964 เพียงแค่สองสามวันก่อนที่เขาจะเข้าโรงพยาบาลรับการรักษาโรคมะเร็งปอด และเป็นอัลบั้มที่ปล่อยออกไปก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป เพลง L-O-V-E นั้นขึ้นเป็นอันดับสี่ของบิลบอร์ดชาร์ตในฤดูใบไม้ผลิปี1965
ต่อมาเพลงที่อัดในปี1957 อย่าง When I Fall In Love ก็ขึ้นเป็นอันดับสี่ใน UKชาร์ตของสหราชอาณาจักร ในปี1987
ในปี1983 คนดูแลจัดเก็บเอกสารของ EMI Electrola Records (ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแคปิต็อล) คนพบเพลงของโคลที่อัดไว้แต่ไม่เคยถูกปล่อยออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเพลงที่ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาสเปน ชื่อเพลง Tu Eres Tan Amable แคปิต็อลปล่อยเพลงพวกนี้ออกมาในที่สุดในปีหลังๆในรูปของแผ่นLP ชื่อ Unreleased
โคลได้รับเกีรยติให้มีชื่อขึ้นใน Alabama Music Hall of Fame และ Alabama Jazz Hall of Fame เขาได้รับเกียรติให้ได้รับรางวัล Grammy Lifetime Achievement Award ในปี 1990 และในปี 1997 ก็ได้รับเกียรติให้มีชื่อใน Down Beat Jazz Hall of Fame ในปี 2007 ใน Hit Parade Hall of Fame
ในปี1991 Mosaic Recordsได้ปล่อยอัลบั้ม The Complete Capitol Recordings of the Nat King Cole Trio ซึ่งประกอบไปด้วย ซีดีจำนวน18แผ่น มีเพลงถึง349เพลงด้วยกันในชุด และอัลบั้มพิเศษนี้ยังมีในรูปของแผ่นLPคุณภาพดีจำนวน27แผ่นด้วย
น้องชายคนเล็กสุดของแนทชื่อว่า เฟรดดี้ โคล และลูกสาวของแนท นาตาลี โคล ล้วนดำเนินรอยตามเขาโดยการเป็นนักร้องอาชีพ
ฤดูร้อนปี1991 นาตาลีและบิดาของเธอได้รับความนิยมอย่างไม่ได้คาดหมายเอาไว้ จากการที่เธอนำเสียงของเธอและพ่อมารวมเข้าด้วยกันในเพลง Unforgettable โดยเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้มของเธอที่มอบให้กับบิดา เพลงและอัลบั้มในชื่อเดียวกันคือ Unforgettable นี้ได้รับรางวัล7รางวัลจาก Grammy Award ในปี 1992

ชีวิตส่วนตัว

แนทนั้นได้ใช้ปีเกิดที่ต่างกันถึงสี่ปีระบุในเอกสารสำคัญ เช่นปี 1915, 1916, 1917, 1919 แต่ว่าผู้ให้กำเนิดและเครือญาติต่างระบุไว้ว่าเขาเกิดเมื่อปี1920 โคลแต่งงานครั้งแรกกับนาดีน โรบินสัน และชีวิตการแต่งงานครั้งแรกนี้ก็จบลงในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1948
หกวันให้หลังจากการหย่าร้าง เขาก็แต่งงานกับนักร้องชื่อ มาเรีย ฮอลคินส์ เอลลิงตัน พวกเขาแต่งงานกันที่ฮาเลม มีลูกด้วยกันทั้งหมดห้าคนประกอบด้วย ลูกสาวก็คือนาตาลี โคล เกิดเมื่อปี1950 และบุตรบุญธรรมชื่อคาโรล (ลูกสาวของพี่น้องของมาเรีย เกิดปี1944) และบุตรบุญธรรมอีกคนชื่อ แนท เคลลี่ โคล (เกิดปี1959) และลูกสาวฝาแฝดชื่อ เคซี่และทิโมลิน ที่เกิดปี1961 โคลมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นตลอดการแต่งงานครั้งนี้
ระหว่างที่เขาเป็นโรคมะเร็งปอดนั้น เขาเพิกเฉยต่อภรรยาเขาและหันไปคบกับนักแสดงชื่อ กัลเนลล่า ฮุตตัน แทน แต่อย่างไรก็ตามเขาก็อยู่กับภรรยาในช่วงที่เป็นมะเร็งและภรรยาเขาก็อยู่ข้างเขาจนกระทั่งเขาตาย
โคลเป็นนักสูบบุหรี่ตัวยง โดยเฉพาะบุหรี่ยี่ห้อ KOOL รสเมนทอลที่เขาสูบถึงสามซองต่อวัน เพราะเขาเชื่อว่าสูบบุหรี่แล้วทำให้เสียงของเขาต่ำลง (จริงแล้วเขาสูบบุหรี่สองสามมวนก่อนอัดแผ่นเสียงทุกครั้ง) แนทจากไปเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปี1965 ที่โรงพยาบาลเซนต์จอห์น ในเมืองซานตาโมนิก้า รัฐแคลิฟอเนีย พิธีศพของเขาจัดขึ้นที่โบสถ์ที่ลอสเองเจลิส อัฐิของเขาถูกฝังเก็บไว้ที่ Forest Lawn Memorial Park ในเกล็นเดล รัฐลอสเองเจลิส

















วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วัดนิตไทยจิ (วัดไทย-ญี่ปุ่น) nittai-ji temple

ประวัติของวัดนิตไทยจิ (วัดไทย-ญี่ปุ่น)
เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น

            เมื่อปีพ.ศ. 2441 นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ขุดค้นโบราณสถานทางเหนือของอินเดียใกล้กับเนปาลแล้วค้นพบอัฐิธาตุของมนุษย์ บรรจุไว้ในโถซึ่งมีจารึกอักษรโบราณในสมัยหลังพุทธกาลราว 3 ศตวรรษ

            ครั้นถอดความได้สำเร็จ ปรากฏว่าข้อความนั้นยืนยันว่า อัฐิธาตุนั้นคือ พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จ พระบรมศาสดา ศากยมุนีพุทธเจ้า การค้นพบครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเอเชีย เพราะเป็นการยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลที่มีอยู่จริง ยังผลให้ประวัติศาสตร์ที่เคยเชื่อกันในหลายวงการว่า พระพุทธเจ้ามิได้เป็นมนุษย์ในโลกนี้ เป็นอันสิ้นสุดไป

            โดยที่รัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดียอยู่ในเวลานั้น เห็นว่าพระบรมสารีริกธาตุที่แท้เช่นนี้ เป็นของมีค่าอย่างหาที่สุดมิได้สำหรับพุทธศาสนิกชน และเห็นว่าพระเจ้ากรุงสยามเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพระองค์เดียวที่เหลืออยู่ในโลกเวลานั้น เพราะประเทศสยามเป็นพุทธจักรที่เป็น เอกราชอยู่หนึ่งเดียวเท่านั้น รัฐบาลแห่งอินเดียจึงถวายพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงรับมาประดิษฐานไว้บนพระเจดีย์ที่ยอดของพระบรมบรรพต(ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ในกรุงเทพฯ

            ต่อมาได้มีสมณทูตจากประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา รวมทั้งรัฐบาลญี่ปุ่น ขอส่วนแบ่งแห่ง พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปันพระบรมสารีริกธาตุไปยังประเทศนั้นๆ สำหรับญี่ปุ่นได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่พุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นโดยรวม โดยไม่จำเพาะเจาะจงให้กับนิกายใดเป็นการเฉพาะ

            ฝ่ายพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นได้ส่งตัวแทนจากพุทธนิกายไปยังกรุงเทพฯ เพื่ออัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุมายังประเทศของตน และได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2443 โดยคณะสมณทูตได้กราบบังคมทูลว่า จะสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมนิกายต่างๆ และเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระพุทธรูปโบราณ และพระราชทรัพย์เพื่อสร้างวัดใหม่นั้นด้วย พระพุทธรูปองค์นี้งามวิจิตรพิศดาร และมีอายุเก่าแก่ ว่าเป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่งของประเทศสยามขณะนั้น

            เมื่อคณะสมณทูตญี่ปุ่นกลับมาจากประเทศสยาม ได้ปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างต่างนิกาย แล้วตกลงเลือกสร้างวัดและพระเจดีย์ที่เมืองนาโงยา เพราะชาวเมืองเรียกร้องต้องการมากที่สุด จึงได้มีการก่อสร้างวัดนิตไทยจิ (วัดไทย-ญี่ปุ่น) ขึ้นที่เลขที่ 1-1 โฮโอโจ เขตจิคุซา เมืองนาโงยา จังหวัดไอจิ ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน พ.ศ. 2447

            สถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนั้น ศาสตราจารย์จูตะ อิโต แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นผู้ออกแบบและสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2461 พระสถูปศิลาองค์นี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของศาสตราจารย์อิโต และได้รับการยอมรับในประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมาว่างดงามทางพุทธสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง

            พระวิหารซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งรับพระราชทานมาจากประเทศสยามนั้น ได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2527 เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูป ภปร. เพิ่มมาอีกหนึ่งองค์ พร้อมทั้งทรงเขียนลายพระราชหัตถ์เพื่อช่างจารึกลงบนป้ายไม้ด้วยลายจำหลักทองชื่อ “พระพุทธศากยมุนี” โดยมีพระปรมาภิไธยย่อของพระองค์เอง และของพระบรมอัยกาธิราชประกอบอยู่ 2 ด้านของแผ่นป้าย ป้ายดังกล่าวประดิษฐานอยู่เหนือประตูทางเข้าพระวิหารในขณะนี้

            วัดนิตไทยจิ หรือวัดไทยญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศทั้งสอง และเป็นวัดที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษทางพุทธศาสนาของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นวัดเดียวที่รวมนิกายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่ถือว่าสังกัดนิกายใดนิกายหนึ่ง เจ้าอาวาสของวัด ใช้ระบบสับเปลี่ยนให้ หัวหน้าสงฆ์จาก 19 นิกายดำรงตำแหน่งวาระ ละ 3 ปี

            โดยที่วัดนิตไทยจินี้ก่อตั้งขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปให้กับพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่น จึงถือได้ว่า มีความใกล้ชิดกับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชวงศ์ของไทยเป็นพิเศษ และราชวงศ์ของไทยหลาย พระองค์ได้เสด็จฯยังวัดแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้เสด็จฯ ยังวัดนิตไทยจิ ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ที่วัดนิตไทยจิ เมื่อปี พ.ศ. 2506 และเมื่อปี พ.ศ. 2530 ในโอกาสเฉลิมฉลอง 100 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น วัดนิตไทยจิได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานที่บริเวณหน้าพระวิหาร ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดแพรคลุมพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2530

            นอกจากนี้ ในวันปิยะมหาราช หรือตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เจ้าหน้าที่หน่วยงานไทย และชุมชนไทยในประเทศญี่ปุ่น จะร่วมกันถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ณ วัดแห่งนี้ด้วย

            วัดนิตไทยจิได้ฉลองครบรอบ 100 ปี ของการได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 และได้ฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งวัดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547


เรียบเรียงโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
พฤศจิกายน 2547
ที่มา
http://www.thaiembassy.jp/TJcommunity-t/nittaiji.htm



ภาย ในบริเวณวัด มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อยู่ด้านหน้าพระวิหาร ตามประวัติพระบรมสารีริกธาตุวัดนิไทยจิ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น บันทึกไว้ตรงกับประวัติการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ว่า
ตั้งแต่ มีการพบเสาศิลาอันเป็นที่ระลึกถึงสถานที่ประสูติของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ที่ลุมพินีวัน ทำให้นักวิชาการชาวยุโรปในอินเดียเกิดความตื่นตัวในการขุดค้นเนินดิน ที่เรียกว่า "โกต" ซึ่ง มีอยู่ทั่วไปตามทิศตะวันตกเฉียงเหนือแถบดินแดนของประเทศเนปาลเรื่อยไปจนถึง ทางตอนใต้ อันเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพื่อสำรวจหาโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ ที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ในปลายปี ร.ศ. 115 มิสเตอร์ วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป ชาวอังกฤษ ซึ่ง มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศอินเดีย ได้ขุดค้นซากปรักหักพังของสถูปโบราณซึ่งจมอยู่ภายใต้เนินดินที่ตำบลปิปรา ห์วะ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบัสติ อันเป็นที่ตั้งกรุงกบิลพัส ดุ์ สมัยพุทธกาล ซึ่งบริเวณสถานที่ดังกล่าวอยู่ในการดูแลของตน โดยในครั้งแรกได้ขุดหลุมกว้าง 10 ฟุตและลึก 8 ฟุต (กว้างราว 6 ศอก ลึก 5 ศอก) จนกระทั่งทะลุถึงถ้ำซึ่งก่อด้วยอิฐ จึงเกิดความมั่นใจว่าเนินดินนี้จะต้องเป็นสถูปในพระพุทธศาสนาอย่างแน่ นอน จึงหยุดการขุดสำรวจไว้ก่อน
ในเดือนตุลาคม ร.ศ. 115 มิสเตอร์ วินเซนต์ สมิท ได้ เข้ามาตรวจสอบสถูปดังกล่าวอีกครั้ง ได้แนะนำมิสเตอร์เปปเปว่าพระสถูปทางพระ พุทธศาสนาแห่งนี้น่าจะเป็นพระสถูปโบราณที่มีความสำคัญยิ่ง และหากมีสิ่งใดบรรจุไว้ในพระสถูปนี้ คงจะอยู่ในช่องตรงกลางลึกต่ำลงไปเสมอ พื้นดิน จากคำแนะนำดังกล่าวจึงเป็นแรงจูงใจให้มิสเตอร์เปปเป ทำการขุดสำรวจสถูปโบราณนั้นต่อไป
ในวันที่ 20 เดือนมกราคม ร.ศ. 116 เมื่อ มิสเตอร์ เปปเป ขุดรื้อสำรวจพระสถูปโบราณนั้นจากตรงกลางยอดลึกลงไป 10 ฟุต ได้พบท่อกลมก่อด้วยอิฐปากกว้างราว 2 คืบ จึงขุดตามท่อกลมนั้นลงไปได้พบหีบศิลาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทำจากหินทราย 1 หีบ ภายในหีบศิลามีผอบศิลา 3 ผอบ กับหม้อแก้ว 1 หม้อ เต็มไปด้วยข้าวของ เงิน ทอง เพชร พลอย และเครื่องประดับต่างๆ มากมาย เช่น รูปเครื่องหมายพระรัตนตรัย ใบไม้ และนก นอกจากนั้น ยังมีแผ่นทองคำตีตราเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ทำให้มิสเตอร์เปปเปเกิดความตื่นเต้นมากที่สุด คือ ภาย ในหีบศิลาหินทรายมีผอบบรรจุอัฐิธาตุ ประมาณสักฟายมือหนึ่ง (one handful) และที่ผอบใบที่บรรจุอัฐิธาตุนั้น มีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมีโบราณ อันเป็นภาษาที่ใช้มาก่อนพุทธกาล
จาก การตรวจสอบจารึก พบว่าเป็นอักษรโบราณมีอายุมากกว่า 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช คือ เป็นภาษาที่จารึกมาแล้วประมาณ 2,198 ปี ก่อนการขุดพบ ซึ่งเก่ากว่าภาษาที่ใช้จารึกเสาอโศก ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เคยขุดพบมาแล้ว นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า น่าจะเป็นภาษาที่ใช้ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ หรือหลังจากนั้นก็ไม่น่าจะเกินพุทธศตวรรษที่ 2-4 ข้อความจารึกที่ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแปลความได้ว่า

" ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของตระกูลศากยราช ผู้มีเกียรติงาม กับพระภาตา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวายไว้"
จาก จารึกและข้อสรุปของนักภาษาศาสตร์นั้น ทำให้มิสเตอร์เปปเปมั่นใจได้ว่า อัฐิธาตุที่บรรจุอยู่ภายในผอบนี้เป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่ง เป็น 1 ใน 8 ส่วนที่เจ้าศากยะได้รับไปในคราวแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ หลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน
มิสเตอร์เปปเปจึงมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานภาษีเมืองบัสติ เจ้าพนักงานได้ส่งสำเนาหนังสือของมิสเตอร์เปปเปต่อไปยังดอกเตอร์ วิลเลียม โฮย ข้า หลวงแขวงเมืองโครักขปุระ ดอกเตอร์โฮยได้ยื่นเรื่องต่อไปยังสมุหเลขานุการ รัฐบาลหัวเมืองอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือและเมืองโอธ แจ้งว่ามิสเตอร์เปปเป ได้ขุดสำรวจสถูปโบราณพบโบราณวัตถุและสิ่งของที่ล้ำค่า มีความยินดีจะยกให้พิพิธภัณฑ์อินเดีย และมอบให้รัฐบาลเป็นผู้จัดการตามเห็นสมควร โดยตนขอเก็บสิ่งของบางอย่างไว้เป็นที่ระลึก ข่าวคราวที่มิสเตอร์เปปเปขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุได้รับการตีพิมพ์ทางหน้า หนังสือพิมพ์และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
ใน การนี้ดอกเตอร์โฮย ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า พร้อมทั้งคำอ่าน และคำแปลอักษรโบราณ ซึ่งจารึกที่ผอบลงในหนังสือพิมพ์ชื่อว่า ไพโอเนีย ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 116 โดยระบุว่าเป็นการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งเลยที่เดียว และ ดอกเตอร์ ยี บือห์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณได้แปลคำจารึกขึ้นใหม่ ให้ชื่อว่า "คำจารึกศักยราช" ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รอยัลเอเชียติก โซไซอตี เดือนเมษายน ร.ศ. 117
ต่อมา นายมารควิส เคอร์ชัน ผู้ ดำรงตำแหน่งอุปราชครองประเทศอินเดีย ซึ่งเคยเข้ามารับราชการอยู่ในกรุงเทพฯและมีความคุ้นเคยกับรัชกาลที่ 5 มาก่อน เห็นว่า พระบรมสารีริกธาตุนั้นเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาวพุทธ จึงควรมอบคืนให้เป็น สมบัติของชาวพุทธ และนายมารควิส เคอร์ชันเห็นว่า พระมหากษัตริย์ที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาสมัยนั้น ก็มีแต่พระเจ้ากรุงสยามเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น รัฐบาล อินเดียจึงมีความประสงค์ที่จะทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่รัชกาลที่ 5 พร้อมให้ฝ่ายไทยส่งผู้แทนเป็นคณะราชทูตไปรับ และขอให้รัชกาลที่ 5 แบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาต่างๆ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุขุมนัยวินิต( ปั้น สุขุม) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นผู้ออกไปรับพระบรมสารีริกธาตุ ณ ประเทศอินเดีย โดยออกเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 มกราคม ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) ถึง เมืองสิงคโปร์วันที่ 20 มกราคม พักอยู่ที่สิงคโปร์ 3 วัน เพื่อคอยเรือเมล์ที่จะออกดินทางไปกัลกตา จากนั้นเดินทางต่อไปจนถึงอินเดียในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 117 รัฐบาลอินเดียได้ให้การต้อนรับคณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสยาม ประเทศเป็นอย่างดี และได้ทำพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 117 พระยาสุขุมนัยวินิต( ปั้น สุขุม) พร้อมด้วยหลวงพินิจอักษร อัญเชิญพระเจดีย์กาไหล่ทองคำ ซึ่งพระราชทานจากกรุงเทพฯ เข้าสู่มณฑลพิธี ดอกเตอร์โฮย ข้า หลวงแขวงเมืองโครักขปุระ ตัวแทนฝ่ายอินเดียอ่านคำมอบพระบรมสารีริกธาตุ ท่ามกลางข้าราชการ ทั้งพวกผู้ดีชายหญิงซึ่งมาประชุมกันเป็นจำนวนมาก โดยมีทหารยืนเป็นกองเกียรติยศ 24 คน ต่อจากนั้น พระยาสุขุมนัยวินิต ตัวแทนจากสยามกล่าวขอบคุณ
ครั้นถึงเวลาบ่าย 5 โมงวันเดียวกัน คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสยามประเทศ ได้ออกเดินทางกลับ ถึงเมืองตรังในวันที่ 2 มีนาคม ร.ศ. 117 ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบุษบกแห่ผ่านเมือง ตรัง พัทลุง สงขลา แต่ ละเมืองที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุและสักการบูชา ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน แก้วแหวน เงินทองมากมาย แสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในแต่ละเมืองได้เป็นอย่าง ดี จากนั้น ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงเรือหลวงต่อไปยังเมืองสมุทรปราการ

ครั้น ถึงเมืองสมุทรปราการในวันที่ 15 มีนาคม ร.ศ. 117 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานในพระวิหาร เกาะพระสมุทรเจดีย์ ทำการฉลองเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน แล้วจัดขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเดินทางมากรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศ ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 (ร.ศ. 118) และได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาต่างๆ เช่น พม่า ลาว ลังกา ญี่ปุ่น ไซบีเรีย เป็นต้น ตามความประสงค์ของรัฐบาลอินเดีย
ฝ่าย รัฐบาลญี่ปุ่นนั้น ได้คัดเลือกตัวแทนคณะสงฆ์ญี่ปุ่นจากพุทธนิกายต่างๆ ไปยังสยามประเทศ เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมายังประเทศญี่ปุ่น โดยได้ ประกอบพิธีพระราชทานที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2443 คณะสมณทูตญี่ปุ่นได้กราบบังคมทูลว่า มี ความประสงค์จะสร้างเจดีย์และวัดขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเพื่อเป็นสัญลักษณ์การรวมนิกาย ต่างๆ ของคณะสงฆ์ญี่ปุ่น
พระองค์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสร้างพระเจดีย์และวัดใหม่ตามความประสงค์ของคณะสงฆ์ญี่ปุ่นนั้นด้วย ใน การนี้ พระองค์ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูปโบราณไปด้วย พระพุทธรูปองค์นี้งามวิจิตรพิสดาร ชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองญี่ปุ่น เพราะเป็นหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น สมัยรัชกาลที่ 5
เมื่อ คณะสมณทูตกลับมาจากประเทศสยาม ได้ปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาล คณะสงฆ์ญี่ปุ่นจากนิกายต่างๆ ตลอดจนพุทธศาสนิกชน แล้วตกลงเลือกสร้างวัด และพระเจดีย์ที่เมืองนาโงย่า เพราะนอกจากชาวเมืองเรียกร้องต้องการมากที่ สุดแล้ว เมืองนาโกย่า ยังเป็นเมืองมรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นที่ตั้งปราสาทนาโกย่าอันเก่าแก่ของโชกุน จึงทำให้เกิดวัดนิ ไทยจิ (วัดไทย -ญี่ปุ่น) ขึ้นที่เมืองนาโงย่า เมื่อ พ.ศ. 2447
สำหรับ สถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนั้น ศาสตราจารย์ซูดะ อีโต แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นผู้ออกแบบ และสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2451 พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้ ถือกันว่ามีความงดงามเป็นพุทธสถาปัตยกรรม ซึ่งออกแบบโดยศิลปินผู้มีชื่อเสียง ชาวญี่ปุ่น
พระ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งรับพระราชทานมาจากประเทศสยามนั้น ได้ บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 เมื่อทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูป ภปร. เพิ่มมาอีกองค์หนึ่ง พร้อมทั้งทรงถวายพระนาม พระพุทธรูป สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อช่างจารึกลงบนไม้ด้วยลายจำหลักทองว่า "พระพุทธศากยมุนี" โดยมีพระปรมาภิไธยย่อของพระองค์และของพระบรมอัยกาธิราชประกอบอยู่ด้วย
วัด นิไทยจิจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยที่ประชาชนชาวญี่ปุ่นถือกันว่า วัดนี้เป็นวัดพิเศษ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่แท้จริงแห่งองค์พระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นที่รวมนิกายต่างๆ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักความสามัคคีแห่งคณะสงฆ์ญี่ปุ่น